ขยายระยะเวลาคืนคลื่น 1800 MHz: เพื่อผู้บริโภคหรือเพื่อใคร?
วันที่ : 26-06-2013
โดย : วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง, โครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม

คลื่นความถี่ในย่าน 1800 MHz ซึ่งบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (กสท) ให้สัมปทานกับบริษัท ทรูมูฟ จำกัด (ทรูมูฟ) และบริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด (ดีพีซี) กำลังจะสิ้นสุดอายุสัมปทานลงในวันที่ 15 กันยายน 2556 นี่ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่คลื่นความถี่สำหรับการประกอบกิจการโทรคมนาคมซึ่งเคยให้ผ่านระบบสัมปทานโดยหน่วยงานของรัฐ จะถูกนำกลับมาสู่มือสาธารณะเพื่อจัดสรรใหม่โดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยมีคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้น ภารกิจในการนำคลื่นกลับมาจัดสรรใหม่เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาตผ่านวิธีการประมูลจึงถือเป็นบทพิสูจน์ถึงความสามารถและ “ความตั้งใจ” ครั้งสำคัญและครั้งแรก[1] ของ กทค. ซึ่งมีความท้าทายหลายประการ อาทิเช่น การจัดประมูลให้สอดคล้องกับช่วงเวลาในการเปลี่ยนผ่าน การประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้บริการทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น การคุ้มครองผู้บริโภคให้สามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เกิดเหตุการณ์ “ซิมดับ” และที่สำคัญที่สุดคือ การนำคลื่นคืนจากผู้ที่เคยได้รับผลประโยชน์จากการใช้คลื่นเก่า ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของคลื่นเดิมอย่าง กสท และผู้รับสัมปทานปัจจุบันที่มีฐานลูกค้าจำนวนมากอย่างทรูมูฟ ซึ่งย่อมไม่ต้องการสูญเสียฐานลูกค้านี้ไป

อย่างไรก็ดี กทค. ดูจะล้มเหลวในการดำเนินการให้การเปลี่ยนผ่านจากกรณีคืนคลื่น 1800 MHz เป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ทั้งที่หน้าที่ดังกล่าวถือเป็นภารกิจสำคัญที่ควรตระหนักรู้ตั้งแต่เข้ามาทำหน้าที่ในปลายปี 2554 หรืออย่างน้อยก็ตั้งแต่แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 ซึ่งทำให้ กทค. มีเวลาเตรียมตัวเกือบ 18 เดือนก่อนสิ้นอายุสัมปทานคลื่น 1800 MHz และน่าจะเพียงพอสำหรับการประชาสัมพันธ์ การโอนย้ายผู้ใช้บริการ และการจัดประมูลล่วงหน้า ทว่า กทค. กลับไม่เร่งดำเนินการใดๆ จนกระทั่งเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2556 ซึ่งทำให้ กทค. อ้างว่าไม่สามารถจัดประมูลคลื่นความถี่ได้ทันเวลา และในที่สุดก็ประกาศขยายระยะเวลาคืนคลื่นความถี่ให้กับผู้ให้บริการ โดยอ้างว่าเป็นมาตรการเยียวยาผู้ใช้บริการให้สามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง มาตรการดังกล่าวถูกตั้งคำถามถึงฐานอำนาจทางกฎหมายในการขยายระยะเวลาคืนคลื่นของ กทค. และถูกวิจารณ์ว่าเป็นมาตรการ “เยียวยาผู้บริโภค” หรือ “เยียวยาผู้ประกอบการ” กันแน่[2]

รายงานฉบับนี้มุ่งตอบคำถามสำคัญเกี่ยวกับการตัดสินใจขยายระยะเวลาการคืนคลื่นของ กทค. นั่นคือ กทค. ใช้ฐานอำนาจทางกฎหมายใดในการขยายระยะเวลาการคืนคลื่นออกไป? กทค. มีเหตุจำเป็นอะไรที่ไม่สามารถดำเนินการให้เกิดการประมูลได้ทันจนเป็นเหตุให้ต้องขยายระยะเวลา? การขยายเวลาเป็นการเยียวยาผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการมากกว่ากัน? ใครได้ประโยชน์จากการขยายเวลาคืนคลื่นออกไป และใครเสียประโยชน์หาก กทค. สามารถดำเนินการได้ทันอย่างที่ควรเป็น? กทค. ยังมีทางเลือกอื่นในการเยียวยาผู้บริโภคนอกเหนือจากการขยายระยะเวลาคืนคลื่น ซึ่งทำลายเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใบอนุญาตในกฎหมายหรือไม่?

ความเป็นมา

บริษัท กสท ในฐานะรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ 1800 MHz จากคณะกรรมการประสานงานการจัดและบริหารความถี่วิทยุแห่งชาติ (กบถ.) กรมไปรษณีย์โทรเลข ได้ทำสัญญาสัมปทานกับบริษัทเอกชนสามราย คือ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (ดีแทค) ทรูมูฟ และดีพีซี โดยมีรายละเอียดและระยะเวลาสิ้นสุดตามตารางที่ 1 ทั้งนี้ สัญญาสัมปทานดังกล่าวมีลักษณะที่เรียกว่า สร้าง-โอน-ให้บริการ (Build-Transfer-Operate) กล่าวคือ บริษัทเอกชนที่ได้รับสัมปทานมีหน้าที่จัดหาโครงข่ายและอุปกรณ์ทั้งหมด และต้องโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดให้กับ กสท ภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ดังนั้น ในกรณีของทรูมูฟและดีพีซี เมื่อสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในวันที่ 15 กันยายน 2556 บริษัททั้งสองต้องคืนโครงข่ายและอุปกรณ์กลับไปให้ กสท บริหารจัดการ

ตารางที่ 1 : ตารางแสดงความถี่ที่มีการทำสัญญาสัมปทานเพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 1800

คลื่นความถี่จัดสรร

ปริมาณคลื่นที่ถือ (MHz)

ระบบมาตรฐาน

ผู้รับอนุญาตให้ใช้คลื่น

ผู้ให้บริการ (สัมปทาน)

ระยะเวลา

สิ้นอายุสัมปทาน

ความถี่ส่ง (MHz)

ความถี่รับ (MHz)

1710

1722.6 

1805

1817.6 12.6

PCN 1800

กสท

ทรูมูฟ

17 ปี

15 ก.ย. 56

1722.61747.9 1817.61842.9 25.3

PCN 1800

กสท

ดีแทค

27 ปี

15 ก.ย. 61

1747.91760.5 1842.91855.5 12.6

PCN 1800

กสท

ดีพีซี

16 ปี

15 ก.ย. 56

1760.5

1785

1855.5

1880

24.5

PCN 1800

กสท

ดีแทค

27 ปี

15 ก.ย. 61

ที่มา: สำนักงาน กสทช.

ในส่วนของคลื่นความถี่ที่เคยจัดสรรผ่านหน่วยงานรัฐในอดีตนั้น มาตรา 40 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่งส่งต่อเจตนารมณ์มายังมาตรา 47 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้กำหนดว่าคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ และให้มีองค์กรอิสระของรัฐ คือ กสทช. ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน และเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาต ซึ่งเป็นระบบที่โปร่งใสและช่วยส่งเสริมการแข่งขันที่เสรีเป็นธรรมมากกว่า ด้วยเจตนารมณ์ดังกล่าว ภายหลังจากมีการออกพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 และพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 (พรบ. การประกอบกิจการฯ) รัฐจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานะของการสื่อสารแห่งประเทศไทย (บริษัท กสท จำกัด) จากผู้ให้สิทธิและกำกับดูแลการใช้คลื่นมาเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายหนึ่ง (เหมือนบริษัทเอกชน)

นอกจากนั้น มาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 (พรบ. การประกอบกิจการฯ) ได้คุ้มครองให้ผู้ได้รับใบอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญา มีสิทธิประกอบกิจการโทรคมนาคมตามขอบเขตและสิทธิที่มีอยู่เดิม จนกว่าการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาดังกล่าวจะสิ้นสุดลง ส่วนมาตรา 84  พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 (พรบ. องค์กรฯ) ได้ให้อำนาจ กสทช. ในการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนในการให้ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่หรือใช้คลื่นความถี่คืนคลื่นเพื่อนำไปจัดสรรใหม่ ซึ่ง กสทช. ได้ใช้อำนาจนั้นในแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ข้อ 8.2.1 ซึ่งกำหนดว่า “ในกรณีส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐที่นำคลื่นความถี่ไปให้ผู้อื่นประกอบกิจการโดยการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผ่านการตรวจสอบโดย กสทช. แล้ว ให้คืนคลื่นความถี่เมื่อสิ้นสุดอายุการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญานั้น”

เมื่อพิจารณาข้อกฎหมายต่างๆ ร่วมกับมาตรา 45 ซึ่งกำหนดว่า ผู้ใดประสงค์จะใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมต้องได้รับใบอนุญาตโดยวิธีการประมูลคลื่นความถี่เท่านั้น เราจะเห็นว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นมุ่งหมายให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานที่หน่วยงานรัฐเป็นเจ้าของและจัดสรรให้เอกชน ไปสู่ระบบใบอนุญาตที่คลื่นความถี่เป็นสมบัติสาธารณะและจัดสรรโดย กสทช. ด้วยวิธีการประมูล ดังนั้นในกรณีคลื่น 1800 MHz ที่กำลังหมดสัมปทาน กสทช. จึงต้องนำคลื่นกลับมาจาก กสท และเตรียมตัวเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งการจัดประมูล การประชาสัมพันธ์ และการหาแนวทางลดผลกระทบของผู้บริโภค

การขยายระยะเวลาคืนคลื่นหลังสิ้นสัญญาสัมปทาน: ปัญหาข้อกฎหมายและการละเลยหน้าที่ของ กทค.

หลังจากพิจารณาว่าไม่สามารถดำเนินการให้เกิดการประมูลก่อนวันสิ้นสุดสัมปทานคลื่น 1800 MHz และมีการอ้างถึงความจำเป็นในการดำเนินการให้ผู้ใช้บริการบนคลื่นดังกล่าวสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องหลังสิ้นอายุสัมปทาน (ดูจำนวนผู้ใช้บริการบนคลื่น 1800 MHz ที่หมดอายุสัมปทานวันที่ 15 กันยายน 2556 ได้ที่ตารางที่ 2) หรือที่เรียกกันว่าหลีกเลี่ยงกรณี “ซิมดับ” กทค. ตัดสินใจใช้มาตรการขยายระยะเวลาการคืนคลื่นออกไป ด้วยการออก (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. ..... (ประกาศคุ้มครองผู้ใช้บริการฯ) ซึ่งมีข้อหนึ่งกำหนดว่า “เมื่อสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายของผู้ใช้บริการที่ยังไม่อาจโอนย้ายไปยังผู้ให้บริการรายอื่นได้และเป็นการคุ้มครองผู้ใช้บริการให้สามารถใช้บริการอย่างต่อเนื่อง .... ให้ผู้ให้บริการมีหน้าที่ให้บริการต่อไปเป็นการชั่วคราว ....”

ตารางที่ 2 : จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่

คลื่น 1800 MHz

ทรูมูฟ

ดีพีซี

ดีแทค

จำนวนผู้ใช้บริการทั้งหมด

17,748,727

94,300

23,857,685

ระบบเติมเงิน (pre-paid)

17,021,123

-

21,271,447

ระบบรายเดือน (post-paid)

727,604

94,300

2,586,238

ที่มา: สำนักงาน กสทช.

(ร่าง) ประกาศดังกล่าวถูกตั้งคำถามหลัก 3 ประการ[3] คือ หนึ่ง กทค. ใช้ฐานอำนาจทางกฎหมายข้อใดในการออกประกาศ และการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่? สอง เหตุใด กทค. จึงไม่สามารถดำเนินการให้เกิดการประมูลล่วงหน้าก่อนหมดอายุสัมปทานได้ จนเป็นเหตุให้ต้องขยายระยะเวลาการคืนคลื่นออกไป? และสาม กทค. ไม่มีทางเลือกอื่นในการเยียวยาผู้บริโภคจากกรณี “ซิมดับ” จริงหรือไม่ หรือประกาศดังกล่าวมุ่งเยียวยาผู้ประกอบบางรายมากกว่าผู้บริโภค?

-          ข้อโต้เถียงทางกฎหมายกรณีการขยายระยะเวลาคืนคลื่น

กทค. ตัดสินใจขยายระยะเวลาการใช้คลื่นความถี่ 1800 MHz โดยอ้างอำนาจทางกฎหมายดังนี้

  • มาตรา 47 วรรคสาม แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้การดำเนินการของ กสทช. ต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น
  • มาตรา 20 แห่ง พรบ. การประกอบกิจการฯ ที่บัญญัติให้ผู้รับใบอนุญาตจะพักหรือหยุดการให้บริการไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก กสทช. ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กสทช. กำหนด
  • มาตรา 27 (4) (6) (13) แห่ง พรบ. องค์กรฯ ให้อำนาจ กสทช. ในการพิจารณาอนุญาตและกำกับดูแลการใช้คลื่นความถี่ตามหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาต เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับบริการที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ รวดเร็วถูกตองและเปนธรรม
  • มาตรา 84 แห่ง พรบ. องค์กรฯ ประกอบกับมาตรา 83 ที่ให้ กสทช. กำหนดระยะเวลาที่แน่นอนในการให้ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่หรือใช้คลื่นความถี่คืนคลื่นเพื่อนำไปจัดสรรใหม่

นอกจากนั้น กทค. อ้างว่าการอนุญาตให้ผู้ให้บริการให้บริการหลังสิ้นสัญญาสัมปทานไม่ถือเป็นการขยายระยะเวลาสัมปทาน และไม่ได้เป็นการให้ใบอนุญาตโดยวิธีการประมูลตามมาตรา 45 แห่ง พรบ. องค์กรฯ ด้วยเหตุผลว่าเป็นการใช้อำนาจของ กทค. ในการกำกับดูแลเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้สามารถใช้บริการได้ต่อเนื่อง หาใช่ “ความประสงค์” ของผู้ให้บริการเอง (กล่าวคือบริษัทเอกชนมิได้ประสงค์จะประกอบกิจการ แต่ กทค. นำคลื่นไปให้บริษัทเอกชนใช้เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค) จึงไม่เข้าข่ายมาตรา 45

ข้ออ้างทางกฎหมายของ กทค. ดังกล่าว สามารถโต้เถียงได้ดังต่อไปนี้

  • มาตรา 47 กำหนดว่าคลื่นความถี่ถือเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ ดังนั้น กสทช. จึงเป็นเพียงองค์กรตัวแทนประชาชนที่ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ หาใช่เจ้าของ การดำเนินการของ กสทช. จึงต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่าง พรบ. องค์กรฯ และ พรบ. การประกอบกิจการฯ การตีความว่าการยืดระยะเวลาการใช้งานคลื่นความถี่เป็นการทำเพื่อ “ประโยชน์สูงสุดของประชาชน” ตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่คำนึงถึงกฎหมายเฉพาะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องย่อมทำไม่ได้ นอกจากนั้น หากมีการใช้ข้ออ้าง “ประโยชน์สูงสุดของประชาชน” แบบตามใจชอบเช่นนี้ ย่อมทำให้การเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาตต้องล่าช้าออกไปตลอด ซึ่งขัดกับหลักการส่งเสริมการแข่งขันเสรีเป็นธรรม ซึ่งเป็น “ประโยชน์สูงสุดของประชาชน” ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน
  • มาตรา 20 แห่ง พรบ. การประกอบกิจการฯ ไม่ได้ครอบคลุมถึงกรณีการหมดอายุสัมปทาน แต่หมายถึงการดำเนินการของผู้ให้บริการในระหว่างช่วงอายุของใบอนุญาตที่จะพักหรือหยุดให้บริการตามอำเภอใจมิได้ ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถนำคลื่นกลับมาจัดสรรใหม่ได้ในทุกกรณี (ไม่ว่าในระบบสัมปทานหรือใบอนุญาต) นอกจากนั้นก็ยังมีกรณีที่ กทค. มีคำสั่งเห็นชอบให้มีการยกเลิกการให้บริการโทรคมนาคม[4] ซึ่งสะท้อนให้เห็น “ความไม่คงเส้นคงวา” ในการตัดสินใจเชิงนโยบายของ กทค.
  • มาตรา 27 แห่ง พรบ. องค์กรฯ ให้อำนาจ กสทช. ในการพิจารณาอนุญาตและกำกับดูแลคลื่นที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น และไม่ขัดกับกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือ กทค. ต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าการขยายระยะเวลาคืนคลื่นสามารถทำได้ตามกฎหมายก่อนที่จะใช้อำนาจในมาตรา 27 ในการพิจารณาอนุญาตและกำกับดูแล
  • การอ้างมาตรา 83 และ 84 แห่ง พรบ. องค์กรฯ ถือเป็นความย้อนแย้งอย่างชัดเจน เนื่องจาก กสทช. ได้ใช้อำนาจในมาตรานี้กำหนดไว้ในแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ข้อ 8.2.1 แล้วว่า คลื่นความถี่ที่หมดอายุสัมปทานต้องคืนมาให้ กสทช. จัดสรรใหม่ ดังนั้น กทค. จึงไม่มีสิทธิอ้างมาตราดังกล่าวเพื่อขยายระยะเวลาการใช้ให้กับ กสท เพราะจะขัดกับแผนแม่บทฯ (ยกเว้นแต่จะมีการแก้แผนแม่บทฯ เป็นกรณีเฉพาะ ซึ่ง กทค. ย่อมต้องตอบคำถามกับสังคมว่าทำไปเพื่อประโยชน์ของใคร) นอกจากนั้น กทค. ก็ไม่มีสิทธิให้ผู้รับสัมปทานอย่างทรูมูฟและดีพีซีใช้คลื่นต่อไป เพราะมาตรา 80 ของ พรบ. การประกอบกิจการฯ คุ้มครองผู้ได้รับสัมปทานให้ใช้คลื่นต่อไปได้จนกว่าสัมปทานจะสิ้นสุดลงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ กทค. จึงไม่มีฐานอำนาจทางกฎหมายในการให้ผู้ให้บริการรายเดิมใช้คลื่นต่อไป
  • แม้จะอ้างว่าการยืดระยะเวลาใช้คลื่นความถี่ไม่ใช่ “ความประสงค์” ในการประกอบกิจการของผู้ให้บริการตามมาตรา 45 แห่ง พรบ. องค์กรฯ แต่ กทค. ก็ไม่มีฐานอำนาจใดๆ จะทำเช่นนั้นได้โดยไม่ขัดกับกฎหมายบางข้อ การฝืนอนุญาตให้ผู้ให้บริการรายเดิมอย่างทรูมูฟหรือดีพีซี หรือผู้ให้สัมทานอย่าง กสท ใช้คลื่นประกอบกิจการต่อไป ถือเป็นความผิดตามมาตรา 79 แห่ง พรบ. องค์กรฯ ซึ่งวางโทษอาญากับ กสทช. ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม พรบ. ฉบับดังกล่าว

นอกจากนั้น ในกรณีที่ กทค. ติดปัญหาข้อกฎหมายใดๆ [ซึ่งกระทั่งคณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหารคลื่นความถี่วิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า 1800 (คณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมฯ) ซึ่งเป็นผู้เสนอแนวทางการขยายระยะเวลาเพื่อป้องกันซิมดับ ก็เห็นว่าอาจติดปัญหาทางข้อกฎหมาย] กทค. ก็ควรส่งเรื่องให้กับคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กสทช. ให้ความเห็น ทว่า กทค. กลับหลีกเลี่ยงที่จะทำเช่นนั้นและยืนยันว่าไม่มีปัญหาข้อกฎหมายใดๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายฯ ชุดดังกล่าวเคยมีมติในกรณีที่คล้ายกันของคลื่น 800 MHz ว่า:

"สำหรับกรณีการพิจารณาขยายระยะเวลาในการใช้งานคลื่นความถี่ย่าน 800 MHz นั้น เห็นว่า แม้ข้อกำหนดในเงื่อนไขการอนุญาตให้ประกอบกิจการโทรคมนาคมจะกำหนดให้ กทช. หรือ กสทช. สามารถพิจารณาขยายระยะเวลาในการใช้งานคลื่นความถี่ได้ต่อไปก็ตาม หากแต่โดยที่พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 บัญญัติให้การจัดสรรคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการโทรคมนาคมจะต้องกระทำโดยวิธีการประมูลเท่านั้น ประกอบกับแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่มิได้กำหนดให้ กสทช. สามารถพิจารณาขยายระยะเวลาในการใช้งานคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการโทรคมนาคมได้ อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงนโยบายที่จะไม่พิจารณาขยายระยะเวลาในการใช้งานคลื่นความถี่ ดังนั้น เมื่อระยะเวลาในการใช้งานคลื่นความถี่ย่าน 800 MHz ของบริษัทฯ สิ้นสุดลง ประกอบกับได้มีการตราและใช้บังคับพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 แล้ว ซึ่งได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการใช้งานคลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรคมนาคมไว้ให้กระทำได้ด้วยวิธีการประมูลเท่านั้น กรณีนี้จึงไม่อาจที่จะพิจารณาขยายระยะเวลาในการใช้งานคลื่นความถี่ได้"

-          ความล่าช้าในการจัดประมูล: ความบกพร่องโดยสุจริต?

การนำคลื่นความถี่ที่เคยอยู่ในมือของหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เองหรือให้สัมปทานกับบริษัทเอกชน กลับมาจัดสรรใหม่โดยวิธีการประมูล ถือเป็นภารกิจหลักของ กสทช. ที่คณะกรรมการ กสทช. ที่ได้รับเลือกเข้ามาดำรงตำแหน่งควรต้องตระหนักรู้เป็นอย่างดี นอกจากนั้น หลังจากที่แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555  กทค. ย่อมรู้แน่ชัดว่าจะต้องจัดประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นสัญญาสัมปทาน ทั้งนี้ ประธาน กทค. ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ เองก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ตั้งแต่เดือนเมษายน 2555 ว่า “ส่วน 4G คลื่นความถี่ 1800 MHz ซึ่งขณะนี้คลื่นความถี่ 1800 ดังกล่าวยังใช้ในช่วง 2.5G อยู่ ผู้ให้บริการก็จะต้องคืนคลื่นความถี่นั้น เพื่อไปประมูลใหม่ หลังเดือนกันยายนปี 2556 จะมีรายใหม่มารับช่วงในคลื่นความถี่นั้น รวมทั้งปรับเทคโนโลยีคลื่นความถี่ 1800MHz จาก 2G ขึ้นมาเป็น 4G ตามลำดับขั้นตอน ซึ่งรายละเอียดนั้นจะมีคณะทำงาน 4G ด้วย ซึ่งคาดว่าภายในพฤษภาคมนี้ (ปี 2555) จะเห็นความชัดเจนและให้รายละเอียดแก่ผู้ให้บริการและประชาชนทั่วไปที่สนใจได้”[5]

หาก กทค. ดำเนินการได้จริงอย่างที่ประกาศไว้ ภายในกรอบระยะเวลากว่า 18 เดือนก่อนถึงกำหนดสิ้นสัญญาสัมปทาน ภารกิจการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาตครั้งแรกก็น่าจะทำได้โดยไร้ปัญหา โดย กทค. สามารถ 1) จัดตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเตรียมความพร้อมสำหรับการประมูล การประชาสัมพันธ์ และการหามาตรการคุ้มครองผู้บริโภคจากกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2555 2) เริ่มประชาสัมพันธ์ให้กับสาธารณะและขอความร่วมมือกับผู้ให้บริการอย่างทรูมูฟและดีพีซีให้แจ้งกับลูกค้าถึงถึงวันสิ้นสัญญาสัมปทาน 3) ขยายขีดความสามารถในการให้บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Number Portability หรือการย้ายค่ายเบอร์เดิม) เพื่อรองรับผู้ใช้บริการบนคลื่น 1800 MHz ที่ประสงค์จะโอนย้ายค่ายได้มากขึ้น รวมถึงสร้างช่องทางในการแจ้งความประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกมากขึ้น (เช่น ผ่าน SMS เว็บไซต์ ฯลฯ) 4) จัดการประมูลเพื่อหาผู้รับใบอนุญาตรายใหม่ให้ได้ก่อนวันสิ้นสุดสัมปทานประมาณ 6 เดือน เพื่อให้ผู้ชนะการประมูลมีเวลาเตรียมพร้อมสำหรับการให้บริการ (เช่น ติดต่อเช่าโครงข่ายและอุปกรณ์จากบริษัท กสท ที่จะเป็นผู้รับโอนต่อจากผู้ให้บริการหมดอายุสัมปทาน) และสามารถรองรับผู้ใช้บริการที่ยังคงค้างอยู่ในระบบให้สามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่องทันทีหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน

ตารางที่ 3 ด้านล่างคือตารางสรุปกรอบเวลาซึ่งเทียบเคียงกับกรอบเวลาที่ กทค. ประกาศว่าจะจัดให้เกิดการประมูลแล้วเสร็จภายใน 13 เดือน ซึ่งหาก กทค. เริ่มกระบวนการเตรียมความพร้อมตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2555 หลังจากแผนแม่บทฯ ถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษาในต้นเดือนเมษายน 2555 กทค. ก็น่าจะสามารถจัดประมูลได้ทันเดือนพฤษภาคม 2556 หรือก่อนสิ้นอายุสัมปทานอย่างน้อยเกือบ 5 เดือน

ทว่าการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น แทนที่ กทค. จะเร่งดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว และจัดให้มีการประมูลล่วงหน้าตามที่ควรจะเป็น กทค. กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยผ่านไปโดยไม่มีการจัดตั้งคณะทำงานมารับผิดชอบงานที่เกี่ยวข้องจนถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2556[6] (ยกเว้นคณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมฯ ซึ่งแต่งตั้งเมื่อ 14 สิงหาคม 2555 และมีข้อเสนอออกมาเป็นรายงานในช่วงปลายเดือนมกราคม 2556 แต่ก็เป็นเพียงข้อเสนอแนะในเชิงหลักการเบื้องต้นว่า กทค. ควรต้องเร่งทำอะไร) ซึ่งทำให้ กทค. เหลือเวลาน้อยกว่า 6 เดือนในการเตรียมตัวก่อนสิ้นอายุสัมปทาน จนนำไปสู่การใช้แนวทางขยายระยะเวลาการให้บริการชั่วคราว คำถามคือ การไม่ดำเนินการให้บรรลุภารกิจที่ควรทำดังกล่าวสามารถบอกว่าเป็น “ความบกพร่องโดยสุจริต” ได้หรือไม่?

ตารางที่ 3 : กรอบเวลาที่ กทค. สามารถจัดการประมูลคลื่น 1800 MHz ให้แล้วเสร็จ หากดำเนินการตั้งแต่หลังมีการประกาศแผนแม่บทในราชกิจจานุเบกษา


ที่มา: ปรับจากหนังสือพิมพ์ The Nation ฉบับวันที่ 10 มิถุนายน 2513

กทค. โดย ดร.เศรษฐพงค์ อ้างว่า เหตุที่ทำให้ กทค. ไม่สามารถจัดประมูลคลื่นความถี่ได้ทันก่อนวันสิ้นอายุสัมปทานเป็นเพราะบริษัท กสท[7] แสดงความจำนงว่าอาจไม่ส่งคืนคลื่นความถี่ 1800 MHz หลังหมดสัญญาสัมปทาน และขอให้ กทค. พิจารณาขยายระยะเวลาการใช้งานคลื่นความถี่ออกไป โดยอ้างว่ารัฐจะเสียประโยชน์หากหลังสิ้นสุดสัมปทาน กสท ได้โครงข่ายและอุปกรณ์กลับมา แต่ไม่สามารถให้ดำเนินการได้เนื่องจากไม่มีคลื่นความถี่ ต่อประเด็นดังกล่าว กทค. ได้ยืนยันมาตลอดว่าสิทธิในคลื่นดังกล่าวของ กสท ต้องหมดลงหลังสิ้นอายุสัมปทานตามที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทฯ  รวมถึงคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กสทช. ก็มีมติในกรณีที่คล้ายกันของคลื่น 800 MHz ว่า ผู้ให้สัมปทานอย่าง กสท ไม่มีสิทธิใช้คลื่นอีกต่อไป ดังนั้น เมื่อ กทค. มั่นใจว่าตนมีฐานอำนาจทางกฎหมายในการเรียกคืนคลื่นความถี่ 1800 MHz มาจัดสรรใหม่ เหตุใดจึงไม่ใช้อำนาจของตนดำเนินการให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใบอนุญาตตามเงื่อนเวลา เพราะไม่มีเหตุผลที่ กทค. จะหยุดดำเนินการเพียงเพราะ กสท “ต้องการ” ขยายระยะเวลาการใช้คลื่นโดยไม่มีฐานอำนาจทางกฎหมายใดๆ

สิ่งที่ถือเป็นตลกร้ายคือ กทค. ได้ออกมาให้ข่าวว่า กสท ไม่ควร “จับผู้บริโภคเป็นตัวประกัน” เพื่อขอขยายระยะเวลาการใช้คลื่นออกไปหลังสิ้นอายุสัมปทาน[8] แต่การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของ กทค. ในการจัดประมูลให้ทันท่วงที จนสุดท้ายต้องใช้มาตรการขยายเวลาการให้บริการคลื่น 1800 MHz ออกไปเพื่อลดผลกระทบกับผู้บริโภค ก็มีความหมายไม่ต่างจากการ “จับผู้บริโภคเป็นตัวประกัน” โดยประเทศชาติเสียโอกาสในการนำคลื่นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลไปประมูลเพื่อให้เกิดบริการใหม่ๆ อีกทั้งยังเป็นการสร้างมาตรฐานที่ไม่ดีในการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาต

-          ทางเลือกอื่นในการเยียวยาผู้บริโภค

หลังจากไม่อาจดำเนินการให้เกิดการประมูลได้ก่อนเวลาสิ้นสุดสัมปทาน กทค. ประกาศเลือกแนวทางการขยายระยะเวลาให้บริการออกไปโดยไม่ได้พิจารณาทางเลือกอื่นที่เสนออยู่ในรายงานผลการศึกษาและข้อเสนอแนะของคณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมฯ (อันที่จริง ในรายงานเห็นว่าการขยายระยะเวลาให้บริการออกไปหลังสิ้นสัมปทานน่าจะติดปัญหาทางข้อกฎหมายด้วยซ้ำ) โดยทางเลือกอื่นนั้นเป็นแนวทางเยียวยาผู้บริโภคจากกรณี “ซิมดับ” ได้โดยไม่จำเป็นต้องขยายระยะเวลาการใช้คลื่นออกไป ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมาย

แนวทางที่เสนอโดยคณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมมี 2 แนวทาง คือ แนวทางการโอนย้ายลูกค้าไปยังบริษัท กสท เพื่อให้บริการบนคลื่น 1800 MHz ที่ยังไม่มีผู้ใช้งานบนช่วงคลื่น 1760.5-1785 กับ 1855.5-1880 (เป็นช่วงคลื่นคนละช่วงกับที่จะหมดสัมปทาน – ดูภาพที่ 1) และแนวทางการโอนย้ายลูกค้าไปยังคลื่นอื่นๆ เช่น คลื่น 900 MHz ของเอไอเอส คลื่น 1800 MHz ของดีแทค และคลื่น 2100 MHz ของทั้งเอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟเอช เนื่องจากแนวทางที่สองมีความยุ่งยากกว่าในแง่ของเครื่องลูกค่ายของลูกค้าที่อาจรับสัญญาณบนคลื่นอื่นไม่ได้นอกจากคลื่น 1800 MHz และลูกค้าต้องแจ้งความประสงค์ว่าจะโอนย้ายไปคลื่นใด ในรายงานฉบับนี้จะพิจารณาเฉพาะแนวทางแรก

ภาพที่ 1 : การใช้ช่วงคลื่นความถี่บนย่าน 1800 MHz ของบริษัทต่างๆ ในปัจจุบัน

ที่มา: สำนักงาน กสทช.

ในแนวทางดังกล่าว กสท จะเป็นผู้ได้รับโครงข่ายและอุปกรณ์จากทรูมูฟและดีพีซีหลังสิ้นสุดสัมปทาน แต่ไม่สามารถให้บริการบนคลื่นความถี่เดิมที่หมดอายุสัมปทาน (คือคลื่น 1710-1722.6 กับ 1805-1817.6 ที่ทรูมูฟใช้ให้บริการอยู่ และคลื่น 1747.9-1760.5 กับ 1842.9-1855.5 ที่ดีพีซีใช้อยู่) เพราะคลื่นดังกล่าวต้องคืนกลับไปเพื่อจัดสรรใหม่โดย กสทช. อย่างไรก็ดี เนื่องจากคลื่นในช่วง 1760.5-1785 กับ 1855.5-1880 ที่ กสท ทำสัญญากับดีแทคให้ใช้เป็นคลื่นสำรองในกรณีที่คลื่นความถี่หลักในช่วง 1722.6-1747.9 กับ 1817.6-1842.9 ไม่เพียงพอ ยังไม่มีการใช้งาน หากมีการเจรจาระหว่าง กสท และดีแทค ให้สามารถนำคลื่นดังกล่าวมาใช้ได้ กสท ซึ่งมีโครงข่ายและอุปกรณ์พร้อมก็จะสามารถให้บริการได้ทันทีหลังสิ้นสัมปทานและสามารถรองรับผู้ใช้บริการคงค้างจากทรูมูฟและดีพีซีได้อย่างต่อเนื่อง (แม้จะต้องพิจารณาเรื่องศักยภาพของบริษัท กสท ในการให้บริการลูกค้าคงค้างจำนวนมาก แต่เนื่องจากมาตรการดังกล่าวควรเป็นมาตรการชั่วคราวในการป้องกันซิมดับ โดยลูกค้ามีเวลาในการย้ายค่ายกรณีที่บริการไม่ดีพอ ข้อกังวลนี้จึงไม่น่ามีน้ำหนักมากพอในการปฏิเสธทางเลือกดังกล่าว) กระนั้น กทค. ก็ไม่เคยพิจารณาถึงทางเลือกนี้ และไม่เคยประสานให้เกิดการพูดคุยระหว่าง กสท และดีแทค แม้แนวทางดังกล่าวสามารถช่วยเยียวยาผู้บริโภคให้บริการได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ทำลายเจตนารมณ์ของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใบอนุญาต เพียงแต่อาจส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการรายเดิมที่ต้องสูญเสียฐานลูกค้ากลุ่มใหญ่ไป

ในกรณีที่เกิด “มายากลทางกฎหมาย” ขึ้น กล่าวคือ กทค. สามารถใช้มาตรการขยายระยะเวลาการให้บริการหลังสิ้นสุดสัมปทานได้โดยไม่ละเมิดกฎหมายใดๆ คำถามคือใครควรได้สิทธิในการใช้คลื่นความถี่เพื่อดูแลผู้บริโภคบนคลื่น 1800 MHz ต่อไป ระหว่างให้ผู้ให้สัมปทาน คือ กสท หรือผู้ให้บริการรายเดิมคือ ทรูมูฟและดีพีซี? หากดูจากท่าทีของ กทค. ที่ปรากฏในข่าว[9] และจากคำพูดใน (ร่าง) ประกาศคุ้มครองผู้ใช้บริการฯ (“ให้ผู้ให้บริการมีหน้าที่บริการต่อไปเป็นการชั่วคราว”) ทรูมูฟและดีพีซีมีแนวโน้มจะได้รับสิทธิใช้คลื่นต่อไปหลังสิ้นสัมปทาน แต่หากพิจารณาความพร้อมในการให้บริการและประเด็นทางกฎหมายแล้ว กสท. น่าจะเหมาะสมกว่าที่จะเป็นผู้ให้บริการต่อ ด้วยเหตุผลดังนี้

  • ด้านความพร้อมในการให้บริการ คณะอนุกรรมการเตรียมความพร้อมฯ เห็นว่า บริษัท กสท มีความเหมาะสมมากกว่า ทรูมูฟและดีพีซี เพราะบริษัททั้งสองต้องโอนย้ายโครงข่ายและอุปกรณ์ให้กับ กสท หลังหมดสัมปทาน (แม้ว่าทรูมูฟและดีพีซีจะมีความพร้อมมากกว่าในแง่ศูนย์บริการลูกค้าก็ตาม) อีกทั้งยังไม่มีอะไรการันตีว่า กสท จะให้ทรูมูฟและดีพีซีเช่าโครงข่าย หาก กทค. เลือกให้สิทธิการให้บริการต่อกับทางผู้รับสัมปทานรายเดิม ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ผู้บริโภคก็จะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ “ซิมดับ” อยู่ดี
  • ด้านกฎหมาย มาตรา 80 พรบ. การประกอบกิจการฯ ระบุให้ผู้รับสัมปทานมีสิทธิประกอบกิจการจนกว่าสัมปทานจะสิ้นสุดลงเท่านั้น ดังนั้นทรูมูฟและดีพีซีจึงไม่มีสิทธิให้บริการต่อบนคลื่นเดิมตามข้อกฎหมายอย่างชัดเจน ในขณะที่กรณีของ กสท นั้นมีความเป็นไปได้ทางกฎหมายมากกว่า หาก กสทช. แก้แผนแม่บทข้อ 8.2.1 โดยกำหนดเป็นกรณีเฉพาะให้ กสท คืนคลื่นที่คืนมาจากทรูมูฟและดีพีซีหลังจากสิ้นอายุสัมปทานภายใน 1 ปี (แต่ กทค. ก็ต้องตอบคำถามกับสังคมให้ได้ว่ามีความจำเป็นอย่างไรถึงต้องแก้ไขแผนแม่บทฯ เป็นการเฉพาะ)

การไม่สามารถดำเนินการให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใบอนุญาตนั้นราบรื่นทั้งที่น่าจะมีเวลาเพียงพอ และการไม่พิจารณาทางเลือกอื่นที่อาจช่วยเยียวยาผู้บริโภคไปพร้อมๆ กับรักษาเจตนารมณ์การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบในอนุญาตในกฎหมาย ทำให้สังคมอดตั้งข้อกังขาไม่ได้ว่า มาตรการขยายระยะเวลาคืนคลื่นดังกล่าวอาจไม่ได้พุ่งเป้าไปที่การเยียวยาผู้บริโภค (เพราะผู้บริโภคไม่เสียหายอะไรตราบเท่าที่แนวทางที่ใช้สามารถทำให้ใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง) แต่เป็นการเยียวยาผู้ประกอบการรายเดิมจากการสูญเสียฐานลูกค้ามากกว่า[10] โดยเฉพาะหาก กทค. ตัดสินใจให้สิทธิการใช้คลื่นในช่วงเยียวยากับทรูมูฟและดีพีซี นอกจากนั้น กทค. ยังต้องหาวิธีเก็บค่าชดเชยจากการขยายเวลาการใช้คลื่นความถี่กับบริษัทเอกชนให้สมกับที่ประเทศเสียโอกาสในการนำคลื่นความถี่มาประมูล ไม่เช่นนั้นจะเป็นการให้เอกชนให้บริการต่อโดยไม่ต้องเสียค่าสัมปทานร้อยละ 30 ของรายได้ ซึ่งมีมูลค่าหลายพันล้านบาท[11] (เพราะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานไปแล้ว) รวมถึงอาจไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปีและค่าธรรมเนียมการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานทั่วถึง (Universal Service Obligation หรือ USO) รวมกันเกือบร้อยละ 6 ของรายได้ (เพราะถือว่าไม่ใช่การประกอบกิจการในระบบใบอนุญาต แต่เป็นมาตรการให้สิทธิใช้คลื่นชั่วคราว แม้ในร่างประกาศคุ้มครองผู้ใช้บริการฯ จะกำหนดว่าผู้ให้บริการต่อต้องจ่ายค่าธรรมเนียมและค่า USO ก็ตาม) ซึ่งย่อมส่งผลต่อการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมในกิจการโทรคมนาคมอย่างแน่นอน

บทสรุป

การตัดสินใจขยายระยะเวลาการคืนคลื่น 1800 MHz นอกจากคำกล่าวอ้างว่าเป็นมาตรการเยียวยาผู้บริโภคไม่ให้ได้รับผล กระทบจากกรณี “ซิมดับ” แล้ว กทค. ต้องคำถามกับสังคมให้ได้ว่า:

-          กทค. ใช้ฐานอำนาจทางกฎหมายใดในการขยายเวลาคืนคลื่นหลังสัญญาสัมปทานสิ้นสุด และการกระทำดังกล่าวขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาต ซึ่งมีความโปร่งใสและเอื้อต่อการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมมากกว่าหรือไม่?

-          เหตุใด กทค. จึงไม่สามารถดำเนินการจัดประมูลให้แล้วเสร็จล่วงหน้าก่อนหมดอายุสัมปทาน ทั้งที่เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่มีเวลาเตรียมการล่วงหน้าเกือบ 18 เดือน และเป็นภารกิจที่จะพิสูจน์ฝีมือและความตั้งใจของ กทค. ในการปฏิรูปกิจการโทรคมนาคม?

-          ใครได้ประโยชน์จากมาตรการขยายระยะเวลาการคืนคลื่นอันเกิดจากความล่าช้าในการดำเนินการของ กทค.? ผู้บริโภคที่ไม่น่าจะได้รับผลกระทบใดๆ จากกรณีซิมดับ หาก กทค. สามารถจัดประมูลเพื่อหาผู้ให้บริการรายใหม่มารองรับผู้ใช้บริการคงค้างในระบบก่อนล่วงหน้า รวมถึงประชาสัมพันธ์และเพิ่มประสิทธิภาพในบริการ “ย้ายค่ายเบอร์เดิม” เพื่อให้ลูกค้าโอนย้ายบริการได้ก่อนหมดอายุสัมปทาน? หรือผู้ให้บริการรายเดิม ซึ่งสามารถรักษาฐานลูกค้าของตนเอาไว้ได้ชั่วคราวก่อนหามาตรการอื่นมารองรับ และอาจได้ประโยชน์จากการไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานและค่าธรรมเนียมรายปี?

ราคาที่สังคมต้องจ่ายจากการดำเนินงานอันล่าช้าของ กทค. จนนำไปสู่มาตรการขยายระยะเวลาคืนคลื่น คือ โอกาสในการสร้างมาตรฐานที่ดีสำหรับการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาต โอกาสในการสร้างการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมในกิจการโทรคมนาคม โอกาสที่ประเทศชาติเสียไปจากการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสาร และโอกาสที่ผู้บริโภคเสียไปจากการได้ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ๆ อย่าง 4G ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและพัฒนาศักยภาพในการแข่งขัน

กทค. มีภารกิจการนำคลื่นความถี่กลับมาจัดสรรใหม่ในระบบใบอนุญาตตามเจตนารมณ์ของกฎหมายไปพร้อมๆ กับการคุ้มครองผู้บริโภคในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ กทค. ควรทำให้สำเร็จลุล่วงทั้งคู่ ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง การ “ละเลยการปฏิบัติหน้าที่” ของ กทค. จนนำไปสู่การ “จับผู้บริโภคเป็นตัวประกัน” สุดท้ายแล้วเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของใครกันแน่

นี่คือสิ่งที่ กทค. ต้องตอบสังคมให้ได้


[1] กรณีประมูลคลื่น 2.1 GHz เพื่อให้บริการ 3G เป็นการจัดสรรคลื่นใหม่ที่ไม่มีการเรียกคืนคลื่นความถี่

[2] ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1371183537

[3] ปัญหาอีกประการของ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. .... คือการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวในทุกกรณี ซึ่งจะครอบคลุมไปถึงกรณีการหมดอายุสัมปทานของเอไอเอสในปี 2558 และดีแทคในปี 2661 ด้วย ดังนั้น ประกาศนี้อาจถูกใช้เพื่อขยายระยะเวลาคืนคลื่นออกไปอีกในกรณีที่ กสทช. ไม่สามารถดำเนินการให้มีการประมูลได้ทันเวลาและยังผู้ใช้บริการคงค้างอยู่ในระบบ ส่งผลให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใบอนุญาตล่าช้าออกไปเรื่อยๆ

[4] ดูรายงานการประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม ครั้งที่ 8/2555 และครั้งที่ 10/2555

[5] ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://it-new-o-o.blogspot.com/2012/10/3g-4g.html

[6] มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเตรียมการเกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 1800 วันที่ 19 เม ย 56 คณะทำงานกำหนดมาตรการการเตรียมผลกระทบอันเกิดจากกการสิ้นสุด สัญญาสัมปทานการใช้คลื่น 1800 วันที่ 19 เม ย 56 คณะทำงานการมีส่วนร่วมและสร้างความเข้าใจแนวทางการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 1800 วันที่ 19 เม ย 56 และคณะทำงานศึกษาเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 1800 วันที่ 15 พค 56 

[7] ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9560000033342

[8] ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thairath.co.th/content/tech/333226

[9] ดูเพิ่มเติมได้ที่ ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 13-15 มิถุนายน 2556

[10] แม้ทรูมูฟและดีพีซีจะได้รับผลกระทบจากการสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน แต่ดีพีซีมีฐานผู้ใช้บริการเพียง 90,000 ราย และให้บริการโรมมิ่งเป็นหลัก จึงไม่น่าได้รับผลกระทบมากเหมือนกับกรณีของทรูมูฟ ซึ่งมีลูกค้าอยู่บนคลื่นมากกว่า 17 ล้านราย

[11] ในปี 2554 ทรูมูฟจ่ายให้ กสท 4,175 ล้านบาท และดีพีซีจ่ายให้ กสท 2,654 ล้านบาท


Back to Top